กดปิดทีวีผ่านรีโมท
แล้วก็นอนมองโลกภายนอกที่ส่องสะท้อนประตูกระจกหน้าบ้าน
ตั้งแต่ดูซีรีย์ 1 litre of tearsจบไปเมื่อสามคืนก่อน
ก็สำนึกถึง การมีชีวิตอยู่ ของตัวเองมากขึ้น
คงไม่ใช่แค่ฉันคนเดียว ที่รู้สึกว่าชีวิตได้เปลี่ยนไปแล้ว หลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ
เชื่อว่าทุกคน (ที่เกิดและโตในโลกตะวันออก)ที่ได้ดู
ถ้ายังเป็นคนที่มีหัวใจละก็ มุมมองชีวิต...ไม่มีทางเหมือนเดิมได้อยู่หรอก
ไม่หนึ่งก็สอง ที่ต้องเปลี่ยน
ไม่หนึ่งก็สอง หรือมากกว่า ...ที่ต้องจดจำ
ในหนัง...
อิเคอุจิ อายะ ยืนพูดยาวๆ ต่อหน้าเพื่อนๆ ที่หน้าชั้นเรียน
เธอเล่าถึงสิ่งที่เธอเป็น และต้องเปลี่ยนแปลงไปในระยะเวลาอันสั้น
ความฝันที่เคยไกล กลับกลายเป็นใกล้แค่การมีชีวิตอยู่ต่อให้ได้วันต่อวัน
แผนดีๆ ที่เคยวางเพื่ออนาคต กลับกลายเหลือแค่...จะเดินยังไงไม่ให้ล้ม
มีช่วงหนึ่ง เธอพูดว่า...
"กว่าจะพูดถึงเรื่องเหล่านี้ ได้ด้วยรอยยิ้ม
ฉันก็เสียน้ำตาไปแล้วอย่างน้อย 1 ลิตร"
ซึ่งเป็นประโยคที่ทำให้เข้าใจว่าทำไมหนังชุดของญี่ปุ่นเรื่องนี้
ถึงได้ตั้งชื่อซะเวรี่เศร้าขนาดนี้
1 litre of tears
น้ำตา 1 ลิตร
คนเรา...กว่าจะยิ้มให้กับเรื่องที่เสียใจได้
ถ้าเราไม่บอกใคร ก็คงไม่มีใครรู้หรอกใช่ไหมว่ามันยากแค่ไหน กับแต่ละก้าวที่เราต้องก้าวผ่าน
แต่ถ้าเรามามัวนั่งน้อยใจ
หรือเอาแต่คิดว่าทำไมคนอื่นถึงไม่เห็นความทุกข์ของเราเป็นเรื่องสำคัญ
ก็ดูเหมือนว่า เราจะเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลกนี้มากเกินไป
และก็ดูเหมือนว่า เราจะเรียกร้องต้องการได้รับมากเกินไป
ไม่ได้เฉพาะเราเท่านั้นหรอก ที่เป็นมนุษย์ผู้เฝ้าค้นหาวิธีที่จะทำให้ความสุขมีอยู่ยั่งยืน
แต่ยังไงซะ ก็อย่าไปจมอยู่กับมันนัก จนลืมที่จะใช้ชีวิตในนาทีปัจจุบัน
"ชีวิต...เป็นเรื่องสวยงาม และทุกการก้าวผ่านเรื่องยาก ก็เป็น หน้าที่
ของคนที่ยังมีชีวิตอยู่ อยู่แล้วนี่"
สมองคิด และยังคงนอนมองโลกภายนอกส่องสะท้อนกระจกประตูบ้านที่เปิดอยู่ อยู่เหมือนเดิม
แม้จะเป็นเพียง...
ช่วงเวลาสั้นๆ ของเย็นวันหยุด
ช่วงเวลาสั้นๆ ที่ภายในใจสงบ เงียบงัน
หากก็เป็น ช่วงเวลาสั้นๆ
...ที่รู้สึกถึงความหมายของการที่ชีวิตยังมีชีวิต
"มีชีวิตอยู่ต่อไปนะ" อายะ บอกกับ อาโซคุง
"อือ! จะมีชีวิตอยู่ต่อไป"
ไม่ใช่เสียงอาโซคุง แต่เป็นเสียงฉันเอง
MV 1 litre of tears :http://www.popcornfor2.com/
streamworld/movie.php?subid_show=503&idlink_show=47
2007/Apr/01
เป็นเรื่องที่ทำให้เสียน้ำตาได้มากที่สุดเรื่องหนึ่งเลยล่ะค่ะ
ประทับใจมากกับชีวิตของอายะ แม้ว่าจะต้องเสียน้ำตา แต่ก็ติดตามจนถึงตอนจบ
ทำเอาซึมไปหลายวันเลยล่ะค่ะ....
ประทับใจมากกับชีวิตของอายะ แม้ว่าจะต้องเสียน้ำตา แต่ก็ติดตามจนถึงตอนจบ
ทำเอาซึมไปหลายวันเลยล่ะค่ะ....
จริงๆแหละคะ ซีรีย์เรื่องนี้หลังจากที่ดูจบก็รับรู้ถึงคุณค่าของชีวิต รู้ว่าที่เราเกิดมาแล้วครบ 32 เนี่ยมันยอดเยี่ยมแค่ไหน
เราดูอิจิลิตรตอนที่เรากำลังท้อ ท้อจนเราไม่อยากอยู่แต่พูดจริงๆนะคะพอดูจบความรู้สึกที่ได้รับคือ เราอายอายะซังมาก เราทำไมถึงคิดแบบนั้นทั้งๆที่อายะซังพยายามที่จะใช้ชีวิต พูดแล้วทุเรศตัวเอง
เราประทับใจตอนที่อายะซังบอกคุณหมอว่าถ้าเธอเป็นอะไรไปช่วยทำให้ตัวเธอมีประโยชน์กับคนอื่น เราว่าจะมีกี่คนที่พูดออกมาแบบนี้ได้ เธอที่ทำได้แต่นอนบนเตียงกลับอยากเป็นประโยชน์เพื่อคนอื่น คนแบบนี้หาได้จากไหนนะตอนนี้
เวลาเศร้า ท้อแท้ อิจิลิตรคือซีรีย์ที่ทำใหคุณรับรู้ว่าชีวิตมีคุณค่ามากแค่ไหนจริงๆคะ
เราดูอิจิลิตรตอนที่เรากำลังท้อ ท้อจนเราไม่อยากอยู่แต่พูดจริงๆนะคะพอดูจบความรู้สึกที่ได้รับคือ เราอายอายะซังมาก เราทำไมถึงคิดแบบนั้นทั้งๆที่อายะซังพยายามที่จะใช้ชีวิต พูดแล้วทุเรศตัวเอง
เราประทับใจตอนที่อายะซังบอกคุณหมอว่าถ้าเธอเป็นอะไรไปช่วยทำให้ตัวเธอมีประโยชน์กับคนอื่น เราว่าจะมีกี่คนที่พูดออกมาแบบนี้ได้ เธอที่ทำได้แต่นอนบนเตียงกลับอยากเป็นประโยชน์เพื่อคนอื่น คนแบบนี้หาได้จากไหนนะตอนนี้
เวลาเศร้า ท้อแท้ อิจิลิตรคือซีรีย์ที่ทำใหคุณรับรู้ว่าชีวิตมีคุณค่ามากแค่ไหนจริงๆคะ
ต้นน้ำ
ฉันก้อเพิ่งดูซีรีส์เกาหลีเรื่อง
Alone in love "บทเรียนของชีวิตคู่"
จบ
เว้นช่วงมานาน เพราะติดเรียนแต่พอดูจบก็ได้เรียนรู้แง่งามทางความสัมพันธ์บางอย่าง
ร้อนมั้ยทางนั้น
ร้อนมาถึงคนทางนี้
ดูแล้วเหมือนกัน
เศร้าสุด ๆ
แต่...มานก็ทำให้เรามีแรงที่จะสู้ต่อไป
อยากให้เอามาฉายที่เมืองไทยจัง
เพราะออนดู วีซีดีของเจ้ และก็ดูแบบไม่รู้เรื่องตอนไปหาแม่ที่ฮ่องกง
"มีชีวิตอยู่ต่อไป!!"
เศร้าสุด ๆ
แต่...มานก็ทำให้เรามีแรงที่จะสู้ต่อไป
อยากให้เอามาฉายที่เมืองไทยจัง
เพราะออนดู วีซีดีของเจ้ และก็ดูแบบไม่รู้เรื่องตอนไปหาแม่ที่ฮ่องกง
"มีชีวิตอยู่ต่อไป!!"