2010/Jun/15


นั่งจัดอาร์ตเวิร์กนวนิยายของตัวเองที่ลงเป็นตอนๆ ในไอไลค์ 
ที่ตอนนี้มาถึงตอนที่ 17 แล้ว อีก 3 ตอนก็จะจบบริบูรณ์
ต้องโทรไปบอกเจ้านายภายในไม่กี่วันนี้ เพื่อจะคุยกันก่อนว่า ...จะยังไงดี
แน่นอนว่าก่อนจะคุย ตัวเราก็ต้องมีคำตอบที่แน่ชัด
เพราะไม่ว่าเราจะบอกว่าเรื่องที่เราเขียน มันดีหรือไม่ดี มันแตกต่างจากอีก 2 เรื่องของ 2 นักเขียนรุ่นน้องที่ลงในนิตยสารเล่มเดียวกันอย่างไรบ้าง พี่เอ๋ก็จะบอกเสมอว่าอยากให้ชื่อ "ต้นน้ำ" ได้ลงอยู่ในไอไลค์ เป็นเรื่องที่ยืนพื้นเอาไว้ และ...ตลอดมา นิยายของเราจะถูกจัดไว้ในดัมมี่ส่วนแรกสุดของนิยายทั้งสามเรื่องที่มีตีพิมพ์เสมอ
ใครว่า "เส้น" ไม่มีจริง เราไม่เชื่อหรอก 
และเราก็เป็นเด็กเส้นอยู่เกือบตลอดเวลา 


เรื่องนิยาย
ในเรื่องเรื่องนึง มันดึงพลังงานจากเราไปค่อนข้างเยอะ
และเราเริ่มรู้สึกว่า ...เขียนแล้วหาย
หนึ่ง ทำได้ยังไม่ดีถึงที่สุด 
มาตรฐานการดำเนินเรื่องไม่สม่ำเสมอ
ไม่มีเวลาตรวจทานอย่างเป็นจริงเป็นจัง
ปกติเมื่อลงในนิตยสารจบแล้ว จะได้ตีพิมพ์เป็นหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊ค
แต่เรื่องก่อนหน้านี้ ก็ตัดสินใจบอกพี่ตุ๊กตาไปตั้งแต่ต้นว่าขอไม่พิมพ์ดีกว่า เพราะรู้สึกว่าเรื่องมันวนๆ อยู่ที่เดิม บางประโยค บางช่วงตอน อาจจะดี ดีมาก... แต่มันไม่ได้เป็นอะไรที่ใหม่พอ เมื่อเทียบกับเล่มอื่นๆ ที่เราได้ตีพิมพ์มาแล้ว
จบเรื่องนั้น ก็มีช่วงที่ต้องตัดสินใจ ว่าจะเขียนลงในนิตยสารต่อไปไหม
ใจนึง เราอยาก "หยุด"
เก็บเวลามาเขียนอย่างอื่น
และใจเดียวกันนี้ที่คิดว่า "หนังสือนวนิยายวัยรุ่น" มีอยู่เยอะแล้ว
เยอะ... จนกระทั่งเราเองก็ไม่ได้ติดตามใครเป็นพิเศษ
แต่อีกใจนึง ก็อยากมีชื่ออยู่ในไอไลค์ ในส่วนของนวนิยาย อย่างที่เคยมี

แล้วมาตอนนี้ "การตัดสินใจ" ในลักษณะเดิมก็วนกลับมาอีกครั้ง
นิยายเรื่องนึง ลงนิตยสารติดต่อกันเกือบๆ 1 ปี
ตัดสินใจครั้งนึง มันจึงมีผลระยะยาว...หลายเดือน
และมันต้องเริ่มต้น ต้องต่อสู้กับตัวเอง ต้องคิด ต้องรู้สึก
เปอร์เซ็นต์ที่อยาก "หยุดพัก" จึงมีค่อนข้างเยอะ
แต่ก็ต้องคิดอีกว่า เมื่อพักเรื่องนิยายแล้ว จะเขียนอะไร...



...เรื่องลูกดีมั้ย?
..
.




เนื้อเรื่องด้านล่างต่อไปนี้
จากนิยายตอนที่ 17 : ร้องไห้ด้วยกันครั้งแรก 
พอได้มาอ่านทวนสิ่งที่ตัวเองเขียนอีกครั้ง 
ลึกๆ ข้างในมันก็เรียกร้องนะ...
(เฮ่อ! เรื่องลังเลเนี่ย ทีหนึ่งเลยเรา)

ที่ร้านกาแฟร้านประจำของเมฆ เขาสั่งโกโก้เย็นอย่างที่อัญแนะนำจริงๆ ส่วนอัญก็สั่งเค้กมะนาว
“ไม่กลัวอ้วนเหรอ กินเค้กตอนนี้” เพราะเห็นว่าค่ำแล้วจึงถามไปอย่างนั้น 
และเธอก็ส่ายหน้า แทบคำตอบกลับมา
“ตามปกติแล้ว ผู้หญิงต้องกลัวไม่ใช่เหรอ หลังตะวันตกดิน ร่างกายจะย่อยช้าลง”
“ก็เราไม่ได้กินขนมเป็นหลักนี่ กินเฉพาะเวลาที่กำลังมีความสุขมากๆ เท่านั้น และเวลาที่เรากินอย่างมีความสุข ร่างกายก็จะย่อยได้ดีขึ้นด้วย”
คำยอกย้อนเล็กๆ ของเธอ ทำให้เขายิ้ม “อย่างนี้ถ้ามีความสุขมากบ่อยๆ อัญก็ต้องอ้วนเลยน่ะสิ”
“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันก็น่าภูมิใจไม่ใช่เหรอ”
“จริงสิ อ้วนความสุข จะไม่น่าภูมิใจได้ไง แต่ผู้ชายโดยทั่วไป เขาไม่ชอบผู้หญิงอ้วนนะ”
“งั้นเมฆก็ต้องตัดสินใจแล้วล่ะ ว่าจะทำไงต่อไป จะทำให้เรารู้สึกอยากกินเค้กทุกวันหรือเปล่า...”
เมฆไม่ตอบ เขาใช้หลอดคนแก้วโกโก้ของตัวเองอยู่อย่างนั้น ...ไม่ใช่แค่เธอ ที่รู้สึกพักผ่อนทางใจ เขาเองก็เหมือนกัน การได้นั่งสบายๆ ในร้านสวยๆ มีกลิ่นหอมกาแฟแบบนี้ ก็ทำให้เขาไม่อยากจะลุกออกไปไหนเลย
“สมมุติว่าตอนนี้ ยี่สิบปีผ่านไปแล้ว”
“แน่นอนว่าเมฆต้องอายุสามสิบเจ็ด”
เขาหัวเราะ “อันนั้นมันจริงอยู่แล้ว ใครๆ เขาก็บวกได้”
“เราก็จะอายุสามสิบหก” อัญบวกอายุตัวเองบ้าง
“แก่...”
“แก่น้อยกว่าตัวเองแล้วกัน”
“แต่ที่เราอยากรู้ ไม่ใช่เรื่องที่เราจะมีอายุเท่าไหร่”
“งั้นเมฆก็ต้องอยากรู้ว่าตัวเองจะสะสมกีต้าร์ได้กี่ตัวแล้วแน่เลย”
“ไม่ใช่” เขาส่ายหน้าช้าๆ “สิ่งที่อยากรู้มากที่สุด คือเรากับอัญจะยังมีกันอยู่ในชีวิตหรือเปล่า”
อัญหยุดการเคลื่อนไหวทุกอย่าง เธอสบตากับเขานิ่ง
“เมื่อเราทั้งคู่ต่างมีอายุขนาดนั้น ความรู้สึกจะเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน” เสียงของเมฆดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง “จะแต่งงานหรือยัง จะมีความสุขความทุกข์กับเรื่องอะไร”
“ไม่มีใครเปิดหนังสือชีวิตไปถึงหน้าสุดท้ายได้ก่อนหรอก” อัญพูดขึ้นบ้าง “แต่ที่เราอยากให้เมฆรับรู้ ก็คือนาทีนี้ เดือนนี้ ปีนี้ เรามีความหมายต่อกัน ได้นั่งอยู่ด้วยกัน และก็เชื่อในหัวใจของอีกคน
"ขอบคุณสำหรับซีดีด้วยนะ แผ่นนึงตั้งสามร้อยกว่าบาท คราวหน้าห้ามจ่ายให้แบบนี้อีก...”
เมฆปั้นหน้านิ่ง ก่อนจะพูดขึ้น “ยี่สิบปีผ่านไป ซีดีของฟิโอน่าคงยังฟังได้ชัดอยู่หรอกนะ”
เธอหัวเราะ แล้วตักเค้กยื่นไปป้อนคนตรงหน้า มองแวบเดียวก็รู้ว่าเขาเขิน แต่ก็อ้าปากรับ
ไม่ว่าจะอีกกี่ปีที่ผ่านไป เมฆหวังเสมอว่าเธอจะยังคงอยู่ตรงนี้ ให้ได้เขาเห็นว่าเมื่อเธออายุมากขึ้น จะมีหน้าตา ทรงผม และแต่งตัวแบบไหน แล้วเธอจะยังร้องไห้เพราะหนังเรื่องเดิมอีกหรือเปล่า

....
เอามาให้อ่านแค่นี้พอ
เดี๋ยวหวานเกิน
:-)


 
* a little love ของ fiona fung
เพลงที่มีความสำคัญต่อนวนิยายเรื่องนี้
" a little love, little kiss
a little hug, little gift
all of little something,
these are our memories
...
you make me cry
make me smile
make me feel that love is true
you alway stand by my side
I don't want to say goodbye"

เดี๋ยวลองแปลแบบที่เราอยากจะแปลนะ
(ห่างไกลจากต้นฉบับอย่าว่ากัน
ไม่ได้แปลไปตีพิมพ์ที่ไหน)

"รักที่ไม่หวานเกินไป
สัมผัสเล็กๆ ที่อบอุ่นมากกว่าหวั่นไหว
อ้อมกอดที่แปลว่าชีวิตนี้ไม่ต้องอ้างว้างอีกแล้ว
กล่องของขวัญที่แม้ไม่มีอะไรวางอยู่ในนั้น
เพียงทุกสิ่งทุกอย่างมี "เธอ" มาเกี่ยวข้อง
ต่อให้เล็กน้อยแค่ไหน นั่นคือความทรงจำที่น่าหวงแหนของเรา
...
เพราะมีไม่กี่คนหรอกที่มีความสามารถ...
ทำให้ฉันร้องไห้ สลับกับยิ้มสว่างไสว
ทำให้รู้สึกว่าตัวเองสวยขึ้น ทั้งที่หน้าตาก็เหมือนเดิม
ท่ามกลางคนมากมายที่เดินสวนทางกันมาตลอดชีวิต
เธอแค่คนเดียว ที่ทำให้คนคนนี้เชื่อใน "รักแท้"
ฉัน...ไม่อยากกล่าวลา
คำว่า "ลาก่อน" หม่นเศร้าเกินไป
และจะแน่ใจได้แค่ไหนว่าเราจะได้กลับมาพบกันอีก


"รัก"
ขออนุญาตบอกสิ่งนี้อีกสักครั้ง
เผื่อเธอลืมที่จะรู้

the end!

Comment

Comment:

Tweet


อ่านอยู่นะ น้องสาวด้วย

จะว่ายังไำงดี หวาน หรือนุ่ม?
#4 by ปลาวาฬ At 2010-06-19 17:04,
ชอบทั้งเรื่องสั้น และ เพลงค่ะ confused smile
#3 by * I'm Gray~~ At 2010-06-17 09:09,
แม่-ลูก ใบ้หวยรึเปล่าคะ : )
..

อ่านที่แปลแล้ว .. ชอบค่ะ
#2 by ~ (125.26.221.99) At 2010-06-16 21:30,
หวานจริงด้วย ทั้งเค้กทั้งคน big smile
#1 by จอมบงการ At 2010-06-15 10:25,