2010/Jun/17




คุยกันเรื่องของเด็กคนนี้...
ที่เราอาจจะส่งลูกไปเล่นกับคนอื่นเมื่อเขาอายุสองขวบครึ่ง
หลังจากเราได้พบกับที่นี่



ศึกษาเกี่ยวกับ วอลดอล์ฟ มาพอสมควร 
แล้วมันมาคลิกพอดีกับตอนนี้ ที่นนท์พูดจาเป็นเรื่องเป็นราว
ถาม-ตอบเป็นประโยค  
บอกได้ว่าหิว ปวดอึ ง่วงนอน 
แถมยังเห็นพี่ๆ แต่งตัวไปโรงเรียน แล้วก็อยากไปโรงเรียน
ตื่นมาทุกเช้า ลูกจะ... "แม่...รถโรงเรียนไปแล้ว"
"ก็ไปแล้วน่ะสิ นน-นนตื่นสายน่ะ"
ทำหน้าซึมๆ มืนๆ "นน-นนตื่นสาย..."
"แล้วถ้าไปโรงเรียน แม่ไปด้วยได้ไหม"
เจ้าตัวเล็กก็จะส่ายหน้า "...แม่ไปรับ" 
ลูกรู้เรื่องขนาดนี้ บางทีเขาอาจจะไม่เหมาะกับการถูกเลี้ยงไว้ที่ร้านแล้วก็ได้ 
แล้วโชคชะตาก็พา ณ ศิลป์ เข้ามา ผ่านรูปถ่ายของน้องสนิท ที่แวะไปช่วยดูเด็กที่นี่ แล้วเราได้เห็นภาพที่เด็กๆ ได้เล่นทำขนมลูกชุบ ทำแบบกินได้นะ ได้เห็นเด็กออกไปปลูกต้นไม้ หน้าตามอมแมม ตากแดดแก้มแดง
เลยรู้สึกว่า นน-นน ควรจะออกไปลำบากตรากตรำแบบนี้บ้าง แทนการอยู่แต่ในห้องแอร์
มันน่าจะสนุกสำหรับลูก
กลับมาคงเล่านี่เล่านั่น จนพ่อแม่หูชาไปเลย

จากความตั้งใจในตอนแรกที่จะให้ลูกเข้าเรียนตอน 4 ขวบ
เพราะสาธิต มข. รับอนุบาลเมื่ออายุเต็ม 4 ขวบ
นนท์ได้รับสิทธิ์ลูกอาจารย์ เป็นระบบอำมาตย์ชัดเจน
ในส่วนของเจ้าหน้าที่ที่เป็นฝ่ายสนับสนุนนั้น หลายคนอยากให้ลูกได้รับสิทธิ์เท่าลูกอาจารย์บ้าง แต่บางคนกลับเจอคำตอบกลับ ...ถ้าเข้าเรียนได้ จะอยู่ร่วมกันสังคมในนั้นได้ไหม
สังคมที่ถูกมองว่าเป็นสังคมชั้นสูง ซัมเมอร์ทีก็ไปต่างประเทศกันที
กลับมาเล่าให้กันฟังอย่างเป็นเรื่องปกติ
อืม... มันเป็นอย่างนี้จริงๆ เหรอ กับ 3 ข้อ ในระบบสาธิต
1. เป็นลูกอาจารย์
2. เป็นคนรวย
3. เป็นคนเก่ง เก่งมาก อัจฉริยะ
ถ้าไม่เข้าข่าย 1 ใน 3 ข้อนี้ สิทธิ์ที่จะได้เรียนก็น้อยสุดๆ

ในส่วนของเรากับผู้ชายคนเดิม เราซีเรียสกับวัยอนุบาล (ก่อน 7 ขวบ เราอยากรักษาความสร้างสรรค์ในการเล่นของลูกไว้ให้มากที่สุด)
และมีความแน่วแน่มาตั้งแต่ต้นว่าจะไม่นำลูกไปสู่สนามแข่งขันทางการเรียน 
คือเขาอาจจะแข่งวิ่ง แข่งว่ายน้ำ หรืออะไรก็ตามที่มันเป็นการแข่งขันทางกีฬา แต่อย่าไปคร่ำเคร่งกับการสอบเข้า ป.1 อะไรอย่างนั้นเลย ชีวิตรื่นรมย์กว่านั้น เด็ก ป.1 ไม่ควรเห็นน้ำตาความผิดหวังในตัวเขาจากพ่อแม่ เพราะเรื่องเหล่านี้ เด็กๆ ต้องการความเชื่อมั่นจากคนใกล้ชิด และเขามีชีวิตขึ้นได้จากการเลียนแบบ เขาเลียนแบบกระทั่งว่าเราให้ความสำคัญกับสิ่งไหน เช่นถ้าเราให้ความสำคัญกับสิ่งของ เด็กก็ให้ความสำคัญกับสิ่งนั้น  ถ้าเรามองว่าการสอบแข่งขันเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ลูกต้องทำให้ได้นะ  เขาก็จะต้องแบกอะไรบางอย่างตั้งแต่ฟันน้ำนมยังไม่เปลี่ยนเป็นฟันแท้ครบถ้วน แล้วพอไปเจอเรื่องหนักหนาของชีวิตที่ยิ่งกว่านี้ อันตรายที่สุด...คือเขาหาทางออกด้วยตัวเองไม่เจอ แล้วพอหันไปหาพ่อแม่ สมองก็ประมวลผลออกมาเลย "ถ้ากูบอก กูต้องโดนฆ่าทิ้งแน่" 
เมื่อพ่อแม่กลายเป็น "ทางตัน" ซะอย่างนี้ ลูกก็ไปต่อไม่ได้ ปัญหาทางครอบครัวตามมา

กับนนท์ เราจึงเฉยๆ 
หมดจากอนุบาล เราก็ให้เขาเรียนตามระบบปกติ กลับไปเรียนที่สาธิต แล้วก็ดำรงชีวิตตามฐานะทางบ้าน โดยที่เราก็กล้าพูด ว่าถ้าเรารวยกว่านี้ มีเงินจ่ายค่าเทอมเป็นแสน เราจะให้เรียนอีกที่หนึ่งที่เป็นโรงเรียนทางเลือก โรงเรียนทางเลือกที่พาเด็กออกไปปลูกข้าว เกี่ยวข้าว ไม่ได้อยู่ในห้องแอร์ แบบนั้นมากกว่า แน่ล่ะว่าเราไม่ได้จะส่งลูกไปเรียนเป็นชาวนา แต่ระหว่างการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์เหล่านั้น ย่อมทำให้เกิด "วิธีคิด" ที่จะส่งผลต่อการมีปีกที่แข็งแรงมั่นคงของเขา
มันอาจฟังดูตลก สำหรับคนเมือง ที่ต้อง "จ่าย" เพื่อให้ลูกไปเรียนรู้ความลำบาก 
ที่ถ้าเราจะต้องการความธรรมดา เราก็ต้องจ่ายได้มากกว่าธรรมดา

ที่กล้าพูดแบบรับผิดชอบในคำพูดตัวเองแบบนี้ (ใครอาจจะติติง และไม่เห็นด้วย) ก็เพราะอ่านอย่างวิเคราะห์มาระดับนึง เกี่ยวกับการเร่งเด็กให้เก่งเกินวัย ทั้งที่สมองของมนุษย์นั้น พร้อมจะอ่านเขียนเมื่ออายุ 7 ขวบ เท่ากับที่สมัยเราได้เรียนหนังสืออย่างจริงจังเมื่อ ป.1 นั่นแหละ (การโตมาอย่างเด็กบ้านนอก นี่มีผลต่อการเรียนรู้ของเราหลายอย่าง พ่อแม่ให้เราได้เรียนโรงเรียนทางเลือก :D มาตั้งแต่ค่าเทอมยังอยู่ในหลักร้อย)
โลกเป็นแบบนี้หลายครั้ง เปลี่ยนจากเดิมไปเป็นสิ่งใหม่ ก่อนจะพบว่า เฮ้ นี่มันไม่ถูกต้องนี่ แล้วก็เปลี่ยนจากสิ่งใหม่กลับมาเป็นสิ่งเดิม ในต่างประเทศการศึกษาจึงเริ่มย้อนยุค... การเร่งให้เด็กเข้าเรียนในสิ่งที่ยังไม่ควรเรียน เริ่มเป็นบาป และส่งผลแล้วว่าเด็กรุ่นนี้...จัดการชีวิตไม่ดีเท่าเด็กรุ่นก่อน เพราะสมองถูกนำไปใช้ในเรื่องวิชาการ มากกว่าประสบการณ์

การศึกษาในประเทศพัฒนาแล้วสำหรับเด็กๆ จึงเริ่ม... ออกนอกประตู (out door) กันมากขึ้น
เป็นความสุขติดดิน เพราะเด็กๆ ได้อยู่กับดิน
ไม่ต้องใส่เสื้อผ้าที่เป็นยอดมนุษย์มา เพราะมันทำให้การเล่นของเด็กคนนั้นมีความจำกัด เพราะเขารู้สึกว่าตัวเองเป็นยอดมนุษย์ตั้งแต่ใส่เสื้อตัวนั้น แล้วจะให้ยอดมนุษย์มาเล่นกระต่ายน้อยหูยาว สีขาว วิ่งไปกอดเพื่อนของตัวเองได้ยังไง

3 ขวบแรกในชีวิต
เด็กจึงไม่จำเป็นต้องรู้ว่าโลกนี้มีพยัญชนะทั้งหมดกี่ตัว
7 ขวบแรกในชีวิต
เด็กไม่จำเป็นต้องอ่านนิทานเองได้
แต่เขาควรจะได้เล่น เล่น และเล่น
ควรจะได้เลียนแบบ เลียนแบบ และเลียนแบบ 
การอ่านและการเขียน เป็นทักษะขั้นต่ำที่สุดที่มนุษย์จะเรียนรู้ได้ ดังนั้นเมื่อสมองส่วนที่ดีที่สุดได้ถูกบันทึกไว้ด้วยการคัดตัวอักษร การนั่งท่อง ก.ไก่ ตั้งแต่สามขวบ มันก็จะถูกจดจำไว้ด้วยเรื่องเหล่านี้
เด็กๆ จำแม่น แต่จำอย่างไม่เข้าใจ แล้วเราก็ให้เขาไปนั่งท่องจำอะไรต่างๆ ที่โต๊ะนักเรียน
พอเขาดื้อ ครูก็ตี
ทั้งที่ธรรมชาติของเขา คือต้องดื้อ เขาแย่งของเล่นเพื่อน เพราะของเล่นมันมีจำกัด
เขาร้องไห้ เพราะเขาไม่อยากอยู่ในที่แคบๆ ที่มีแค่โต๊ะนักเรียน กับเพื่อนที่ไม่เคยแบ่งของเล่นกูเลย 
แต่พอพาออกมาที่สนามปุ๊บ หรืออะไรก็ตามที่ทำให้มีกิจกรรมในที่กว้างๆ ร่วมกัน
เด็กที่ไม่น่ารัก จะเริ่มกลายเป็นอีกอย่าง
ไม่ต้องแย่งดิน แย่งทราย แย่งใบไม้ เพราะสิ่งเหล่านี้มีอยู่เยอะแยะอย่างเพียงพอสำหรับทุกคน

ปฏิรูปการศึกษาไทย
ต้องเน้นไปที่เด็กที่เล็กที่สุดก่อน
นี่คือความเห็นของ "แม่" คนนึง
ที่อาจจะเสียงดังไม่พอ
แต่ก็อยากจะเรียกร้องว่า... มาใส่ใจกับเรื่องเหล่านี้ของเด็กๆ ที่อยู่ใกล้ชิดเรากันเถอะ
อย่าผลักเขาออกไปข้างนอกเร็วเกินไป
คอมพิวเตอร์ ไม่จำเป็นหรอก ถึงเราไม่สอน วันนึงก็ต้องได้รู้
แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่พื้นฐานๆ นี่สิ เดี๋ยวนี้ที่โรงเรียนเขามองข้ามกันไปหมดแล้ว
หรือถ้าต้องพาเขาไปอยู่ข้างนอกจริงๆ เพราะความจำเป็นเรื่องเศรษฐกิจ พ่อแม่ต้องทำงานทั้งคู่ และไม่มีญาติดูให้ 
ก็น่าจะมีหนึ่งวันในหนึ่งสัปดาห์ที่จะเป็นวันของลูกอย่างแท้จริง 
แล้วทำให้ช่วงเวลาของวันนั้นเป็น ช่วงเวลาคุณภาพ ที่ได้อยู่ด้วยกัน
ช่วงเวลาคุณภาพที่ไม่ได้หมายถึงการพาไปซื้อของเล่น หรือเปิดวีซีดีให้ลูกดูทั้งวัน
แต่หมายถึงการสอนลูกให้ล้างผัก อุ้มเขาดูเวลาที่เรายืนทอดไข่
ข้าวที่ยังไม่สุก ที่เรียกว่า "ข้าวสาร" นั้น มีหน้าตาเป็นอย่างไร
และแม่ต้องหุงแบบไหน เราถึงจะได้ข้าวนุ่มๆ ออกมากิน

เพราะระหว่าง เด็กกรุงเทพฯ ที่นึกว่า "ควาย" สูญพันธุ์ไปแล้ว แล้วพอได้มาเห็นตามทุ่งนาต่างจังหวัด ก็คิดตระหนกตกใจ ประมาณไดโนเสาร์คืนชีพ
กับเด็กต่างจังหวัดที่คิดว่า สะพานยกระดับในกรุงเทพฯ นั้น เขาสร้างขึ้นมาเพื่อกันแดดให้รถที่วิ่งข้างล่าง
มันอาจน่าเศร้าเท่ากัน
แต่อันตราย...ต่างกัน






... เฮ่อ ชอบ

Comment

Comment:

Tweet


Hot! Hot! Hot!

ชอบระบบการเรียนแบบ วอล์ดอร์ฟ เหมือนกันค่ะ

ยังคิดอยู่เลยว่า ถ้าวันนึงมีคนตัวเล็กๆ เป็นของตัวเอง แล้วจะจัดการกับวิธีการเรียนรู้ของเขายังไงดี

โรงเรียนทางเลือกก็ค่าใช้จ่ายสูงจัง
และ... ที่บ้านของเราก็ยังไม่มีโรงเรียนแบบนั้น

เลยนึกอยากทำโฮมสคูล สอนกันเองที่บ้านนี่แหละ

น่าสนุกดี แต่ไม่รู้ว่าถึงเวลานั้น คนตัวเล็กๆ ของเราจะร่ำร้องอยากนั่งรถโรงเรียนเหมือนเด็กคนอื่นๆ รึเปล่า

เราเชื่อนะคะ เชื่อเรื่องการเรียนรู้ที่มีอยู่ทุกที่
และเหนือสิ่งอื่นใด
เราไม่เคยเชื่อมั่นในระบบการศึกษาไทยเลย
แม้ว่าเราเพิ่งจะเรียนจบ เดินออกมาจากระบบนั้นหมาดๆ ก็ตาม

ตอนนี้มีหลานวัยอนุบาลหนึ่งคน
เราเลยพยายามชวนเล่นเป็นส่วนใหญ่
เลือกที่จะเรียกมานั่งดูมดช่วยกันขนอาหารลงรู แล้วมาอธิบายต่อในหนังสือว่ารังมดมันหน้าตาเป็นแบบนี้นะ
มากกว่าจะเคี่ยวเข็ญให้ทำการบ้าน หัดอ่านคำศัพท์

เพราะครั้งหนึ่ง หลานเรากลับมาบอกว่า ที่ร้องไห้ไม่ยอมอ่านหนังสือ ไม่ยอมทำการบ้านนั้น
เพราะที่ ร.ร. คุณครูให้อ่าน ให้เขียนเยอะแล้ว

ป.ล. อยากให้โรงเรียน ณ ศิลป์ มีใกล้ๆ บ้านเราบ้างจังค่ะ
#4 by SUPERGiRL ^ ^* At 2010-07-01 12:51,
Hot!
#3 by จอมบงการ At 2010-06-17 13:17,
น้องนนท์น่ารัก น่าหยิก ขึ้นทุกวัน

ไว้จะไปหยิกแก้มให้ถึงที่เลย....

double wink
#2 by September At 2010-06-17 12:36,
ก้าวแรกของพ่อแม่คะ ต้องหาสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก
#1 by valentien At 2010-06-17 11:34,