2008/Aug/20

19-20 สิงหาคม 2551
บันทึกที่เขียนข้ามคืน


แม่กับพ่อไม่เคยเรียกตัวเองว่า "นักเดินทาง" หากการใช้คำนี้มันทำให้เราแตกต่างออกมาจากคนอื่นที่เขาใช้จ่ายคืนวันแบบอยู่กับที่มากกว่า แม่ไม่ได้ชอบ "ความเหมือน" หรอกนะ และแม่ก็ไม่ใช่คนที่กลัว "การแตกต่าง" หากกับเรื่องนี้ แม่คิดว่าไม่ว่าจะเปลี่ยนตำแหน่งยืนแหงนหน้าดูดาว หรือจะยืนดูดาวอยู่บนตำแหน่งเดิมๆ  อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เราทุกคนก็ล้วนเดิน (ไปตามเส้น) ทางด้วยกันทั้งนั้น จะพิเศษก็ตรงที่การเปลี่ยนตำแหน่งยืน มักทำให้เรารู้สึก "ใหม่" อยู่เสมอ ดวงดาวดวงเดิมหลุดพ้นจากวงจรความเคยชิน เราตื่นเต้นที่จะมองมัน มีความสุขแบบยิ้มๆ ที่ได้สูดกลิ่นอากาศหอมต้นหญ้าใบไม้ที่ไม่ได้มีชื่อเรียกเดียวกับต้นที่บ้าน

การรู้สึกว่าชีวิตใหม่เอี่ยมขึ้น เป็นเรื่องสำคัญจริงๆ ครับ 
จริงๆ ต้องวงเล็บเอาไว้ด้วยว่า เป็นเรื่องสำคัญ (สำหรับแม่) จริงๆ ครับ
เพราะทันทีที่เริ่มรู้สึกว่าชีวิตตัวเองเก่า แม่จะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองแก่ แล้วพอแก่ ก็จะไร้แรงที่จะขยันหาแรงบันดาลใจทำโน่นนี่

หลายครั้งเชียวล่ะน้องนนท์ที่แม่เกิดคำถามว่า เอ๊ะ ทำไมเราจึงรู้สึกดีได้ขนาดนี้กับแค่การได้ตื่นเช้าในที่ใหม่ๆ ทำไมกับแค่การนั่งถือเครื่องดื่มร้อนๆ หน้าบ้านพักจึงกลายเป็นเรื่องโรแมนติกไปได้ และทำไมเราจึงกล้าพูดเต็มปากว่านี่คือการชาร์ตแบต ซึ่งแม่ก็ไม่เคยได้คำตอบที่น่าพอใจจริงๆ เลยสักครั้ง จนมาครั้งนี้ที่เราไปเขาค้อด้วยกัน ที่แม่เริ่มมองเห็นสาเหตุว่าทำไม ที่แม่รู้สึกดีกับการได้ก้าวไปยืนในที่ใหม่ๆ ได้อย่างไม่เบื่ออย่างนั้น นอกเหนือจากความสวยงามของสถานที่ท่องเที่ยวนั้นๆ แล้ว ก็เพราะมันเป็นที่ที่แม่ไม่ต้องกวาดบ้าน ถูบ้าน ไม่ต้องตื่นมาซักผ้า และคิดๆๆ ว่าวันนี้จะต้องทำอะไรให้เสร็จบ้างที่โต๊ะทำงานตัวเดิม ไม่ต้อง... อีกทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยต้องทำในตอนอยู่บ้าน ไม่ใช่ชีวิตประจำวันที่มีคือสิ่งที่น่าเบื่อ หากการได้ "ละ" จากภาระเดิมๆ เป็นครั้งคราว ก็ทำให้ใจเราเบาขึ้นเยอะ เช้าที่ตื่นนอนแล้วพบว่าตัวเองไม่ต้องทำอะไรอย่างอื่นนอกจากชงเครื่องดื่มร้อนๆ แล้วถือไปนั่งมองต้นไม้หน้าบ้านพัก เช้าแบบนี้นี่เองที่แม่มีความสุขที่จะเดินทางเพื่อไปพบ

น้องนนท์...ที่รัก แม่ดีใจอย่างบอกไม่ถูก ที่ได้ไป "เขาค้อ" ในครั้งนี้ นอกจากครอบครัวขนาดเล็กของเราแล้ว ก็ยังมีอาจารย์คนอื่นๆ และนักศึกษาจากคณะปั้น (ประติมากรรม) อีกประมาณสี่สิบคน พ่อสอนเพ้นท์นะครับ แต่เราก็พ่วงติดไปกับทริปสัมมนาต่างคณะนี้ได้ เพราะลุงเงาะกับอาไดเกียวของน้องนนท์ ทั้งสองคนนี้สนิทกับพ่อ จึงทำให้เราสบายใจที่จะไปด้วยกัน แน่ล่ะ ในบรรดาสี่สิบกว่าชีวิต ลูกชายของแม่คือชีวิตที่เล็กสุด และยิ่งเล็ก...กกกไปกันใหญ่เมื่อเทียบกับภูเขาที่สลับซับซ้อนระหว่างทาง อาอิ๋ว...แฟนของอาจารย์ไดเกียวนั้นพูดขึ้นกับแม่ทำนองว่าพอเทียบน้องนนท์กับภูเขาแล้ว น้องนนท์ก็เกือบจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่เลยเนอะ และในอีกสองเช้าต่อมา ระหว่างที่อาอิ๋วอาบน้ำ แม่ก็นั่งคุยกับอาไดเกียวอยู่ที่หน้าบ้านพัก คุยกันจิปาถะ จนมีประโยคหนึ่งที่สะดุดใจแม่ เป็นประโยคที่อาไดเกียวพูด "การที่เราได้เปลี่ยนที่ ทำให้เราตัวเล็กลง" แม่เออออไปว่าจริง และถึงจะไม่อธิบายขยายความ แม่ก็เข้าใจประโยคนี้ได้ค่อนข้างดีทีเดียว การเห็นว่าตัวเองตัวใหญ่นั้น อาจทำให้เรายกตนข่มคนอื่นทั้งโดยตั้งใจและพลั้งเผลอ การเปลี่ยนที่ไปอยู่ที่อื่นๆ บ้าง มองเห็นคนอื่นๆ จากที่อื่นๆ บ้าง นี่เองที่จะย้ำเตือนให้เรารับทราบว่าเราไม่ได้เป็นคนเดียวที่ทำให้โลกหมุน

อย่างช้าๆ จากที่แม่ไม่มีสังคมของตัวเองอยู่ที่นี่ เป็นเมล็ดที่ถูกสายลมแห่งพรหมลิขิตพัดปลิวมาผลิใหม่ที่พื้นดินไกลบ้าน ไกลเพื่อน แต่พอเริ่มหยั่งรากลงไปแล้ว แม่ก็เริ่มมีคนที่คุยอะไรๆ ด้วยได้ นั่งร้องไห้ด้วยได้ โทรชวนไปกินข้าวด้วยกันได้ น้องนนท์ครับ...ไม่มีใครใช้ชีวิตได้โดยปราศจากความเกี่ยวเนื่องกับคนอื่น แต่ขณะเดียวกันเราก็ไม่สามารถยืนพิงคนอื่นได้ตลอดเวลา แม่พอใจกับชีวิตของตัวเองที่นี่ เหมือนกับที่เคยพอใจในชีวิตตัวเองภายในที่ที่ผ่านๆ มา และก็หวังไว้เล็กๆ ว่าจะสามารถเลี้ยงลูกให้เป็นคนที่พอใจกับชีวิตของตัวเอง ไม่ว่าจะผลิบานอยู่ใกล้ต้นหรือไกลออกไป

แม่รักลูกครับ
...แม่ 



ท้องฟ้าระหว่างเดินทาง



เมื่อเรายืนหายใจใกล้ฟ้ากว่าทุกวัน



บ้านที่ไปพัก



พ่อกับแม่ตั้งกล้องถ่ายรูปกันหน้าบ้าน ในเช้าหนาวๆ



ไอ้หมาน้อยนอนหลับสบาย เทวดาเปิดแอร์ให้ตลอดทั้งคืน



ทุ่งแสลงหลวง ถ่ายรูปกับป้ายแค่นั้นจริงๆ



อาตุลย์ แม่ และอาอิ๋ว



น้องนนท์หลับ (อีกแล้ว)
แต่ก็ยังอุตส่าห์ได้ถ่ายรูปกับป้าย



ใบไม้แห้งหล่นเกลื่อนพื้นที่พระตำหนัก



รองเท้าและเท้าของแม่




ผู้ชายโทนสีน้ำตาล



นานๆ จะมีรูปครอบครัว พระเอกดันไม่มองกล้องซะนี่!



ปิดท้ายด้วยเจ้าเงาะทัดดอกไม้
ขวัญใจช่างภาพประจำทริป